การเสียภาษีถือเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ทุกคน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรู้วิธีบริหารจัดการภาษีอย่างชาญฉลาด หลายคนอาจตั้งคำถามว่าวิธีลดหย่อนภาษีมีขั้นตอนอย่างไร และจะทำอย่างไรให้เราไม่ต้องจ่ายภาษีเกินความจำเป็น การวางแผนภาษีที่ดีไม่ใช่การเลี่ยงภาษี แต่คือการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน เพื่อช่วยเพิ่มเงินเก็บและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อให้คุณรู้วิธีการวางแผนอย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
การลดหย่อนภาษี คืออะไร
การลดหย่อนภาษี คือ กระบวนการที่ผู้เสียภาษีนำรายการที่กฎหมายอนุญาต เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าเลี้ยงดูบุตร เงินบริจาค หรือการลงทุนในกองทุนต่าง ๆ มาหักออกจากเงินได้พึงประเมินก่อนที่จะนำไปคำนวณภาษี เพื่อทำให้ฐานภาษีต่ำลงและจ่ายภาษีน้อยลงนั่นเอง โดยค่าลดหย่อนภาษีเหล่านี้เปรียบเสมือนสิทธิประโยชน์ที่รัฐมอบให้เพื่อสนับสนุนนโยบายบางอย่าง เช่น การออมเงินเพื่อการเกษียณ หรือการดูแลครอบครัว
ใครบ้างที่มีสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี

ตามกฎหมายแล้ว ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีทุกคนล้วนมีสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่หลากหลาย ดังนี้
1. ผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย : บุคคลธรรมดาที่มีรายได้สุทธิเกิน 150,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและสามารถใช้รายการลดหย่อนภาษีเพื่อลดภาษีได้
2. ผู้พำนักในประเทศไทย : ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ หากพำนักอยู่ในไทยรวมกันเกิน 180 วันในปีภาษีนั้น และมีรายได้เข้าเกณฑ์ ก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้อย่างถูกต้อง
3. ผู้ที่มีแหล่งรายได้ภายในประเทศไทย : สำหรับผู้ที่พำนักอยู่ต่างประเทศแต่มีรายได้จากแหล่งในไทย เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินปันผลจากหุ้นไทย มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีและสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบางรายการได้
4. มนุษย์เงินเดือนและพนักงานประจำ : กลุ่มผู้ที่ได้รับค่าจ้าง โบนัส หรือสวัสดิการต่าง ๆ จากนายจ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ต้องวางแผนวิธีลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่าที่สุด
5. ฟรีแลนซ์และผู้ประกอบอาชีพอิสระ : ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักเขียน กราฟิกดีไซน์เนอร์ ติวเตอร์ หรือที่ปรึกษาด้านต่าง ๆ ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(2)-(8) ก็สามารถนำค่าลดหย่อนมาหักลบได้เช่นกัน
6. เจ้าของธุรกิจและนักลงทุน : ผู้ที่มีรายได้จากการค้าขาย เปิดบริษัท หรือได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าเช่า สามารถใช้สิทธิในการลดภาษีตามเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด
7. กลุ่มวิชาชีพเฉพาะและศิลปิน : บุคคลในวงการบันเทิง นักแสดง นักเขียน หรือผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่มีรายได้สูง จำเป็นต้องศึกษาว่าใช้อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง
8. ข้าราชการและผู้รับบำนาญ : รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็มีสิทธิได้รับค่าลดหย่อนตามประเภทสวัสดิการและการออมที่ตนเองมี
9. คู่สมรสที่ไม่มีรายได้ : ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีเงินได้ อีกฝ่ายสามารถนำสิทธิจากคู่สมรสมาช่วยในการลดหย่อนเพิ่มเติมได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายระบุไว้
ประโยชน์ของการวางแผนลดหย่อนภาษี
การศึกษาเรื่องวิธีลดหย่อนภาษีไม่ได้มีข้อดีเพียงแค่การจ่ายภาษีน้อยลงเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ดังนี้
1. ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดและเงินออม
เมื่อเราสามารถลดภาษีได้สำเร็จ เงินส่วนที่ประหยัดได้จะกลายเป็นเงินออมทันที ซึ่งเราสามารถนำเงินก้อนนี้ไปใช้ในการอุปโภคบริโภคหรือต่อยอดการลงทุนอื่น ๆ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินส่วนบุคคลดีขึ้น
2. เป็นการวางแผนการเงินระยะยาว
สิทธิลดหย่อนภาษีหลายรายการมักผูกติดกับการออมและการลงทุน เช่น กองทุน RMF หรือประกันชีวิต การใช้สิทธิเหล่านี้จึงเป็นการบังคับตัวเองให้ออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณหรือสร้างหลักประกันให้ครอบครัวไปในตัว
3. ช่วยให้ประเมินสถานภาพทางการเงินได้แม่นยำ
การรวบรวมเอกสารลดหย่อนภาษีและการสรุปรายได้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของรายจ่ายและการลงทุนตลอดทั้งปี ช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินในปีต่อ ๆ ไปได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
4. สร้างนิสัยและวินัยทางการเงินที่ดี
การวางแผนลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาอย่างต่อเนื่องจะช่วยปลูกฝังวินัยในการออมและการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะใช้เงินไปกับรายจ่ายฟุ่มเฟือย การตั้งเป้าหมายเพื่อใช้สิทธิค่าลดหย่อนจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีการวางแผนล่วงหน้าและมีความรับผิดชอบต่อเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
5. ก้าวทันทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
นโยบายภาษีและรายการลดหย่อนภาษีมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามสภาวะเศรษฐกิจ การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้คุณปรับตัวได้ทันกับเกณฑ์ใหม่ ๆ ของกรมสรรพากร ทำให้ไม่พลาดโอกาสในการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการทำผิดกฎหมายภาษีโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย
วิธีลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง เริ่มจากอะไรบ้าง

หากคุณเป็นมือใหม่และไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร การวางแผนลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาควรทำตามขั้นตอนดังนี้
1. คำนวณรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี
ขั้นตอนแรกคือการนำรายได้ทุกทางมาบวกกัน เพื่อดูว่าเราอยู่ในฐานภาษีไหน (5% – 35%) การรู้ฐานภาษีจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรซื้อกองทุนหรือประกันเพิ่มอีกเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าที่สุด
2. ตรวจสอบค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
ก่อนจะไปลงทุนอย่างอื่น ต้องดูว่าค่าลดหย่อนส่วนตัวคืออะไรและเราใช้สิทธิหรือยัง ซึ่งโดยปกติกรมสรรพากรจะให้สิทธิพื้นฐานทันที 60,000 บาท รวมถึงค่าลดหย่อนสำหรับบุตรและบิดามารดาที่ต้องเช็กให้ครบ
3. เลือกเครื่องมือลดหย่อนที่ตรงกับเป้าหมาย
พิจารณาว่าใช้อะไรลดหย่อนภาษีได้บ้างที่เหมาะกับเรา หากต้องการออมระยะสั้นอาจมองไปที่ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หากต้องการวางแผนเกษียณควรเน้นไปที่กองทุน RMF หรือบำนาญ
4. รวบรวมหลักฐานและใบกำกับภาษี
การเก็บใบลดหย่อนภาษีหรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ (ถ้ามี) เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากถูกเรียกตรวจในภายหลัง คุณจะต้องมีหลักฐานที่ถูกต้องพร้อมแสดงเสมอ
รายการค่าลดหย่อนภาษี อัปเดตฉบับล่าสุดปี 2569
ในปีนี้มีรายการและเพดานค่าลดหย่อนภาษีที่ควรทราบ เพื่อการวางแผนที่ถูกต้อง ดังนี้
1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว
เริ่มต้นวางแผนด้วยสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด นั่นคือการใช้สถานะส่วนตัวและภาระในครอบครัวมาเป็นค่าลดหย่อนลำดับแรก ซึ่งช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ทันทีโดยไม่ต้องควักเงินลงทุนเพิ่ม เพียงแค่ตรวจสอบสิทธิและเตรียมเอกสารลดหย่อนภาษีให้ครบตามสถานภาพจริงดังนี้
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว : 60,000 บาท (ได้สิทธิทุกคน)
- คู่สมรส (ไม่มีรายได้) : 60,000 บาท
- บุตร : คนละ 30,000 บาท (บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดหลังปี 2561 ได้เพิ่มเป็น 60,000 บาท)
- ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร : ตามจริงไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี
- อุปการะบิดามารดา (อายุ 60 ปีขึ้นไปและมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท) : คนละ 30,000 บาท
- อุปการะผู้พิการ หรือบุคคลทุพพลภาพ : ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันและเงินออม
การสร้างหลักประกันความมั่นคงไปพร้อมกับการลดหย่อนภาษีเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงแล้ว ยังเป็นช่องทางในการลดภาษีที่ให้ผลประโยชน์ชัดเจน โดยคุณสามารถใช้สิทธิจากเบี้ยประกันประเภทต่าง ๆ มาเปลี่ยนเป็นเงินคืนภาษีได้อย่างคุ้มค่าดังนี้
- ประกันสังคม : สามารถลดหย่อนได้ตามจริง ดังนี้
- มาตรา 33 (มนุษย์เงินเดือนและลูกจ้าง) : ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาท
- มาตรา 39 (ผู้ที่เคยอยู่มาตรา 33 และต้องการรักษาสิทธิ) : ได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 5,184 บาท
- มาตรา 40 (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) : ได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 840 บาท สำหรับทางเลือกที่ 1 / ไม่เกิน 1,200 บาท สำหรับทางเลือกที่ 2 / และไม่เกิน 3,600 บาท สำหรับทางเลือกที่ 3
- ประกันชีวิตทั่วไป/เงินฝากแบบมีประกัน : ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท (ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
- ประกันสุขภาพตนเอง : ตามจริงไม่เกิน 25,000 บาท (เมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
- ประกันสุขภาพบิดามารดา : ตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท (บิดามารดามีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 30,000 บาท)
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ : ตามจริงในอัตรา 15% ของรายได้ ไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือ กอช. แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท (ระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป)
3. ค่าลดหย่อนกลุ่มการลงทุน
สำหรับใครที่มองหาวิธีลดหย่อนภาษีพร้อมกับการสร้างความมั่งคั่ง การลงทุนในกองทุนต่าง ๆ ถือเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะช่วยลดภาษีได้จำนวนมากแล้ว ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อวัยเกษียณ โดยมีรายการลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจดังนี้
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) : ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยมีเงื่อนไขต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็ม และไถ่ถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) : สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุด 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (โดยวงเงินนี้ไม่ต้องไปนับรวมกับเพดาน 500,000 บาทของกลุ่มเกษียณอื่น ๆ)
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการ (กบข.) : ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน : ลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 15% ของรายได้ และสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่น)
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) : ค่าลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี
- เงินลงทุนในกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) : ลดภาษีได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ข้อควรระวัง : รายการลดหย่อนภาษีในกลุ่มการออมเพื่อเกษียณ (RMF, PVD, กบข., ประกันบำนาญ, กอช.) เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทในปีภาษีนั้น ๆ ยกเว้นกองทุน Thai ESG ที่มีวงเงินแยกออกมาเป็นพิเศษ
4. ค่าลดหย่อนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับใครที่มีภาระในการผ่อนที่อยู่อาศัยหรือมีการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐ สิทธิในกลุ่มนี้ถือเป็นวิธีลดหย่อนภาษีที่ช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินได้เป็นอย่างดี โดยคุณสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมาใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษี เพื่อช่วยลดภาระภาษีให้เหลือเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นดังนี้
- ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย : ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท (ใช้สิทธิได้มากกว่า 1 หลัง)
- ค่าก่อสร้างที่อยู่อาศัย : ลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อ 1,000,000 บาทตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการก่อสร้างบ้าน ซ่อมแซม ต่อเติม หรือปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยกับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 – 31 ธันวาคม 2568 (ใช้สิทธิได้ไม่เกิน 1 หลัง)
5. ค่าลดหย่อนกลุ่มบริจาค
นอกจากการออมและการลงทุนแล้ว การส่งต่อความช่วยเหลือไปยังสังคมยังเป็นอีกหนึ่งวิธีลดหย่อนภาษีที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางใจและทางภาษี โดยการบริจาคผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนดจะช่วยให้คุณได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นการตอบแทน ซึ่งบางรายการสามารถลดหย่อนได้มากถึง 2 เท่าของยอดที่บริจาคจริงดังนี้
- เงินบริจาคทั่วไป : ลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว
- เงินบริจาคพรรคการเมือง : ลดหย่อนได้ตามจริงไม่เกิน 10,000 บาท และไม่เกิน 5% ของภาษีที่ต้องชำระ
- เงินบริจาคเพื่อการศึกษา สาธารณสุข การกีฬา และประโยชน์สาธารณะ : หากบริจาคผ่านระบบปกติ สามารถลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว แต่ถ้าบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว
เอกสารสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในแต่ละประเภท

ความถูกต้องของเอกสารลดหย่อนภาษีเป็นหัวใจสำคัญในการยื่นภาษีแบบออนไลน์และออฟไลน์ หากถามว่าเอกสารลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง ก็จะมีตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
- กลุ่มครอบครัว : สำเนาบัตรประชาชนของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทะเบียนสมรส ใบสูติบัตรบุตร หนังสือรับรองบุตรบุญธรรม ใบเสร็จคลอดบุตรและฝากครรภ์ ใบเสร็จค่าเทอมลูก
- กลุ่มประกัน : ต้องแจ้งความประสงค์ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรผ่านบริษัทประกัน หรือใช้หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัย
- กลุ่มการลงทุน : หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนจากบลจ. (ปัจจุบันมักส่งข้อมูลออนไลน์เข้าสู่ระบบสรรพากรโดยอัตโนมัติ)
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : สำเนาทะเบียนบ้าน ใบเสร็จการซ่อมแซมหรือต่อเติมบ้าน สัญญาจ้างผู้รับเหมาสร้างบ้าน หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากธนาคาร
- กลุ่มเงินบริจาค : ใบเสร็จหรือหลักฐานการบริจาค ใบอนุโมทนาบัตร หรือข้อมูลในระบบ e-Donation
สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและใบลดหย่อนภาษี
เมื่อรวบรวมเอกสารลดหย่อนภาษีครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือการส่งแบบแสดงรายการเพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณา ซึ่งปัจจุบันมีการอำนวยความสะดวกผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้คุณใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างรวดเร็ว ดังนี้
- ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน (e-Filing) : เป็นวิธีที่สะดวกและได้รับความนิยมสูงสุด โดยสามารถทำผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax บนสมาร์ทโฟน ซึ่งระบบมักจะดึงข้อมูลรายการลดหย่อนภาษีบางส่วนมาให้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดความยุ่งยากในการกรอกข้อมูล
- สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา : คุณสามารถเดินทางไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ด้วยตนเองได้ที่สำนักงานสรรพากรทุกแห่งทั่วประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องไปสาขาตามทะเบียนบ้านหรือภูมิลำเนาเดิม
- ยื่นผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน : สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถส่งแบบแสดงรายการพร้อมเช็คหรือธนาณัติเพื่อชำระภาษี โดยให้ส่งไปที่ กองบริหารการคลังและรายได้ กรมสรรพากร อาคารกรมสรรพากร เลขที่ 90 ซอยพหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถผ่อนชำระเป็นงวดได้ และวิธีนี้ไม่รองรับผู้ที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวัด
สรุปวิธีลดหย่อนภาษีทำอย่างไร ให้คุ้มค่าที่สุด
การวางแผนลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่การหาใบลดหย่อนภาษีมากรอกให้ครบ แต่คือการบริหารจัดการกระแสเงินสดและการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตในระยะยาว หากคุณต้องการมืออาชีพมาช่วยวิเคราะห์และวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้เห็นภาพชัดเจน Finnergy พร้อมให้บริการวางแผนจัดการและลดหย่อนภาษีแบบครบวงจร โดยทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้คุณใช้สิทธิต่าง ๆ ได้อย่างเต็มเพดานและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดทางการเงินของคุณ ให้เรื่องภาษีที่เคยยุ่งยากกลายเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีลดหย่อนภาษี (FAQs)
ค่าลดหย่อนภาษีคืออะไร
คือรายการต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้สามารถนำไปหักออกจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี เพื่อลดจำนวนรายได้ที่จะต้องถูกนำไปคิดภาษี ทำให้ยอดภาษีที่ต้องจ่ายลดลงหรือได้รับเงินคืน
ค่าลดหย่อนภาษีสำคัญอย่างไร
ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเสียภาษี ทำให้มีเงินเหลือเพื่อการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้สนับสนุนการออมและการดูแลครอบครัวของประชาชน
มีวิธีใดบ้างที่เราสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้
สามารถทำได้ผ่าน 4 กลุ่มหลัก คือ ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว, ประกันและการออม, การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี (RMF/ThaiESG) และกลุ่มเงินบริจาคหรือมาตรการรัฐ
ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างในการยื่นลดหย่อนภาษี
เตรียมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ), หนังสือรับรองเบี้ยประกัน, หนังสือรับรองการซื้อกองทุน, ใบอนุโมทนาบัตร และใบกำกับภาษีจากการซื้อสินค้าตามมาตรการรัฐ
ทำไมต้องวางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี
เพื่อให้มีเวลาศึกษาเงื่อนไขและเลือกเครื่องมือการออมที่คุ้มค่าที่สุดโดยไม่ต้องรีบเร่งตัดสินใจในช่วงสิ้นปี และช่วยกระจายการจ่ายเงินลงทุนไม่ให้กระทบสภาพคล่องในคราวเดียว
ค่าลดหย่อนส่วนตัว คืออะไร
คือสิทธิลดหย่อนภาษีพื้นฐานที่กรมสรรพากรมอบให้แก่ผู้มีเงินได้ทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข โดยปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 60,000 บาทต่อปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้น
ทำไมลดหย่อนภาษีแล้วยังต้องจ่ายเพิ่ม
อาจเกิดจากการคำนวณรายได้ไม่ครบถ้วน การหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้น้อยกว่าฐานภาษีจริง หรือใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่เพียงพอที่จะหักล้างกับรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนั้น
ทำไมต้องวางแผนลดหย่อนภาษีตั้งแต่ต้นปี
เพื่อให้มีเวลาศึกษาเงื่อนไขและเลือกเครื่องมือการออมที่คุ้มค่าที่สุดโดยไม่ต้องรีบเร่งตัดสินใจในช่วงสิ้นปี และช่วยกระจายการจ่ายเงินลงทุนไม่ให้กระทบสภาพคล่องในคราวเดียว
ประกันชีวิตแบบไหนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
ต้องเป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และบริษัทประกันต้องดำเนินกิจการในประเทศไทย โดยสามารถลดหย่อนได้ตามจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ลดหย่อนเต็มเพดานแล้ว ยังมีวิธีลดภาษีแบบถูกกฎหมายอีกไหม
สามารถพิจารณาการบริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อการศึกษาหรือสาธารณสุข ซึ่งบางรายการลดหย่อนได้ถึง 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนด
