การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นหน้าที่ประจำปีของผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่หลายคนอาจจะยังสับสนว่านอกจากหน้าที่ในการยื่นแบบแล้ว เรายังมีสิทธิในการขอคืนภาษีอีกด้วย หากในระหว่างปีเราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายจริง การทำความเข้าใจขั้นตอนการตรวจสอบคืนภาษีและการเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับเงินคืนภาษีกลับมาอย่างรวดเร็วและครบถ้วน บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นแบบ การเลือกรับคืนภาษีพร้อมเพย์ไปจนถึงการตรวจสอบสถานะภาษีเพื่อให้คุณมั่นใจว่าผลประโยชน์ทางภาษีที่ควรจะได้จะไม่ตกหล่นไปอย่างน่าเสียดาย
เงินคืนภาษี คืออะไร

เงินคืนภาษี คือ เงินภาษีส่วนเกินที่ผู้เสียภาษีได้จ่ายไปล่วงหน้าในระหว่างปีภาษี ไม่ว่าจะเป็นการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน หรือการจ่ายภาษีครึ่งปีไว้เกินกว่าภาระภาษีที่คำนวณได้จริงเมื่อสิ้นปี หลังจากที่เราคำนวณรายได้ทั้งหมด หักค่าใช้จ่าย และหักค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว หากพบว่ายอดภาษีที่ต้องชำระจริงน้อยกว่ายอดภาษีที่เราจ่ายไปแล้ว กรมสรรพากรจะดำเนินการคืนเงินส่วนต่างนั้นให้แก่ผู้เสียภาษีผ่านกระบวนการที่สรรพากรคืนภาษี ซึ่งถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เราควรได้รับคืนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการออมหรือการลงทุนต่อไป
ใครที่มีสิทธิขอคืนภาษีได้บ้าง?
การจะได้รับเงินคืนภาษี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีรายได้มากหรือน้อย แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ภาษีที่ถูกหักหรือจ่ายล่วงหน้าไป มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริงหรือไม่” โดยกลุ่มคนที่มีโอกาสได้รับเงินคืนภาษี ได้แก่
มนุษย์เงินเดือนหรือผู้มีรายได้ประจำ
ผู้ที่ถูกบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกเดือน แต่เมื่อคำนวณรวมค่าลดหย่อนตอนปลายปีแล้ว พบว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริงต่ำกว่ายอดที่ถูกหักไว้ จึงมีสิทธิขอคืนภาษีส่วนเกิน
ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างอิสระ
ผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ (เช่น 3%) ทุกครั้งที่รับค่าจ้าง แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาจ่ายแล้ว พบว่ารายได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่ถูกหักไว้
นักลงทุน (โดยเฉพาะสายเงินปันผล)
ผู้ที่มีรายได้จากเงินปันผลหุ้น ซึ่งสามารถเลือกใช้สิทธิ “เครดิตภาษีเงินปันผล” เพื่อนำมาคำนวณขอคืนภาษีได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานภาษีบุคคลธรรมดาต่ำกว่า 20%
ผู้ที่มีการวางแผนภาษีและใช้สิทธิลดหย่อนอย่างเหมาะสม
เช่น ผู้ที่ทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ลงทุนในกองทุน RMF / ThaiESG หรือมีดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งค่าลดหย่อนเหล่านี้ช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายจริง และเพิ่มโอกาสในการขอคืนภาษี
ข้อควรรู้สำคัญ
การขอคืนภาษี สามารถขอคืนได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ถูกหักหรือจ่ายล่วงหน้าไว้จริงตลอดทั้งปี หากปีนั้นไม่ได้ถูกหักภาษีไว้เลย แม้จะมีค่าลดหย่อนจำนวนมาก ก็ไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืนภาษี

ก่อนที่จะดำเนินการขอคืนภาษีการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยลดโอกาสที่เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เราได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้น โดยเอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมมีดังนี้
1. สำเนาบัตรประชาชน
เพื่อใช้ยืนยันตัวตนและข้อมูลพื้นฐานของผู้เสียภาษี
2. แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91)
เอกสารหลักที่ระบุยอดรายได้และรายการลดหย่อนทั้งหมด
3. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ)
เอกสารยืนยันว่าเราได้ถูกหักภาษีล่วงหน้าไว้เท่าไหร่จากแหล่งรายได้ต่าง ๆ
4. สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีธนาคาร
ต้องระบุชื่อ-นามสกุล และเลขบัญชีที่ชัดเจน (ในกรณีที่ไม่ได้รับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์)
5. เอกสารประกอบการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
ซึ่งมีความหลากหลายตามกิจกรรมทางการเงินของเรา เช่น
- กลุ่มครอบครัวและการศึกษา : ใบเสร็จรับเงินค่าเล่าเรียนบุตร หรือเอกสารอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
- กลุ่มประกันและการออม : ใบเสร็จหรือหนังสือรับรองการจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือประกันบำนาญ
- กลุ่มที่อยู่อาศัย : ใบรับรองยอดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน
- กลุ่มการลงทุน : ใบเสร็จหรือหนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน RMF, SSF หรือ ThaiESG
- กลุ่มการกุศล : ใบเสร็จรับเงินจากการบริจาค หรือหลักฐานการบริจาคผ่านระบบ e-Donation
ขั้นตอนการยื่นของคืนภาษี
ปัจจุบันกรมสรรพากรได้อำนวยความสะดวกให้ผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบได้หลายช่องทาง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบคืนเงินภาษี โดยมีช่องทางหลักดังนี้
1. ยื่นแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร
เป็นวิธีที่นิยมที่สุดและได้รับเงินคืนเร็วที่สุด ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ www.rd.go.th แล้วเลือกเมนู “ยื่นแบบออนไลน์” จากนั้นเข้าสู่ระบบด้วยเลขประจำตัวประชาชน กรอกข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนตามจริง ระบบจะคำนวณให้ทันทีว่าเราได้เงินภาษีคืนเท่าไหร่ เช็กยังไงก็จะแสดงผลให้เห็นก่อนกดยืนยันการส่งแบบ อย่าลืมอัปโหลดเอกสารประกอบการลดหย่อนให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันการล่าช้า
2. ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกช่องทางออนไลน์ สามารถรวบรวมเอกสารทั้งหมดไปยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรในเขตพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่หรือทำงานอยู่ เจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นและรับแบบเพื่อดำเนินการต่อไป
3. ส่งทางไปรษณีย์
หากไม่สามารถไปยื่นด้วยตนเองได้ สามารถกรอกแบบฟอร์ม ภ.ง.ด. ให้ครบถ้วน แนบสำเนาเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วส่งไปยังสำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามภูมิลำเนาของคุณผ่านการลงทะเบียนไปรษณีย์
4. ผ่านแอปพลิเคชัน “My Tax Account”
กรมสรรพากรมีแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การยื่นภาษีเป็นเรื่องง่าย เพียงดาวน์โหลดแอปฯ ลงทะเบียนยืนยันตัวตน คุณจะสามารถดูข้อมูลรายได้และค่าลดหย่อนที่กรมสรรพากรมีอยู่ในระบบได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการกรอกข้อมูลและอัปโหลดเอกสารได้อย่างมาก
วิธีแก้ไขหากยื่นภาษีผิด

หากยื่นแบบไปแล้วพบว่าข้อมูลผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการกรอกตัวเลขผิด หรือลืมใส่รายการลดหย่อนสำคัญ ไม่ต้องกังวล คุณสามารถแก้ไขได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. ตรวจสอบจุดผิดให้แน่ชัด
ไล่เช็กดูว่าส่วนไหนที่คลาดเคลื่อน เช่น ยอดรายได้ไม่ตรงกับใบ 50 ทวิ หรือยอดลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านที่กรอกไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
2. จัดทำแบบแสดงรายการภาษีฉบับแก้ไข
ให้จัดทำแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ใหม่ โดยกรอกข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมด (ไม่ใช่กรอกเฉพาะส่วนที่แก้) และระบุว่าเป็น “การยื่นเพิ่มเติม” ครั้งที่เท่าไหร่
3. ยื่นแบบแก้ไข
สามารถยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ได้เหมือนเดิม หรือยื่นผ่านเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานสรรพากรเพื่อความชัดเจน
4. ชำระภาษีเพิ่มเติม (ถ้ามี)
ในกรณีที่แก้ไขแล้วพบว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่ม คุณต้องชำระส่วนต่างนั้นพร้อมกับเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ตามที่กฎหมายกำหนด
ตรวจสอบคืนภาษีทำได้ที่ไหน
เมื่อยื่นแบบเรียบร้อยแล้ว การติดตามภาษีเป็นขั้นตอนที่หลายคนให้ความสนใจ คุณสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th เลือกหัวข้อ “สอบถามการคืนภาษี” เพื่อตรวจสอบสถานะภาษีของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการยื่นภาษี สามารถโทรสอบถามได้ที่ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) โทร. 1161 หรือติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่โดยตรง
ยื่นภาษีได้เงินคืนกี่วัน
คำถามที่ว่ายื่นภาษีได้เงินคืนกี่วันนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของภาษีและความถูกต้องของเอกสาร โดยสรุปได้ดังนี้
1. การคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91)
หากยื่นแบบได้ถูกต้องและเอกสารครบถ้วน โดยปกติจะได้รับเงินคืนภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน แต่หากยื่นในช่วงต้นปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) มักจะได้รับเงินเร็วกว่าช่วงที่คนแห่ยื่นกันในเดือนมีนาคม
2. การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
หากดำเนินการที่สนามบินก่อนเดินทางออกนอกประเทศ จะได้รับเงินคืนทันทีในรูปแบบเงินสดหรือคืนเข้าบัตรเครดิต แต่หากยื่นที่สำนักงานสรรพากรจะต้องรอประมาณ 30 วัน
3. การคืนภาษีอื่น ๆ (นิติบุคคล หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ)
กรณีนี้อาจมีความซับซ้อนมากกว่า ซึ่งอาจใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 90 วัน เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีอย่างละเอียด
ได้เงินภาษีคืนเท่าไหร่ เช็กยังไง
หากคุณต้องการทราบว่าได้เงินภาษีคืนเท่าไหร่ เช็กยังไง ขั้นตอนที่ง่ายที่สุดคือการใช้โปรแกรมคำนวณภาษีบนเว็บไซต์กรมสรรพากรในขณะยื่นแบบ ซึ่งระบบจะคำนวณจาก (ภาษีที่ถูกหักไว้ – ภาษีที่คำนวณได้จริง) เมื่อยื่นแบบไปแล้วคุณสามารถติดตามความคืบหน้าได้ดังนี้
1. เข้าระบบตรวจสอบคืนเงินภาษีบนหน้าเว็บกรมสรรพากร www.rd.go.th
2. ระบุเลขบัตรประชาชนและชื่อ-นามสกุลให้ถูกต้อง
3. ระบบจะแสดงสถานะภาษีว่าอยู่ในขั้นตอนใด เช่น อยู่ระหว่างการพิจารณา, อนุมัติคืนเงินแล้ว หรือต้องการเอกสารเพิ่มเติม
4. หากสถานะระบุว่า “อนุมัติ” คุณจะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีภายในไม่กี่วันทำการหลังจากนั้น
5. ในกรณีที่เกิน 60 วันนับจากวันที่ยื่นแบบและเอกสารครบแล้วยังไม่ได้รับเงิน สามารถทำเรื่องขอเร่งรัดการคืนเงินได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่
ช่องทางรับเงินคืนภาษีที่กำหนดโดยกรมสรรพากร

เพื่อให้การสรรพากรคืนภาษีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมสรรพากรได้กำหนดช่องทางการรับเงินคืนไว้ดังนี้
1. คืนภาษีพร้อมเพย์
เป็นช่องทางที่แนะนำที่สุด โดยต้องผูกบัญชีธนาคารกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักเท่านั้น (ไม่ใช่เบอร์โทรศัพท์) ระบบจะโอนเงินให้โดยอัตโนมัติและรวดเร็ว
2. รับเงินที่ธนาคารกรุงไทย หรือ ธ.ก.ส.
ในกรณีที่ไม่ได้สมัครพร้อมเพย์ กรมสรรพากรจะส่งหนังสือแจ้งคืนเงินภาษี (ค.21) ไปที่บ้าน เพื่อให้คุณนำไปติดต่อรับเงินคืนที่สาขาของธนาคารกรุงไทย หรือ ธ.ก.ส.
- ไปรับเอง : สามารถขอรับเป็นเงินสดหรือให้ธนาคารโอนเข้าบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์ไว้ตอนนั้นได้เลย
- มอบอำนาจ : หากให้คนอื่นไปแทน ธนาคารจะโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ขอคืนภาษีเท่านั้น ไม่มีการจ่ายเงินสดให้ผู้รับมอบอำนาจ
3. เช็คคืนเงินภาษี
สำหรับกรณีพิเศษ เช่น ชาวต่างชาติ หรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง กรมสรรพากรจะส่งเช็คพร้อมหนังสือ ค.21 ทางไปรษณีย์เพื่อให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร
สรุปเงินคืนภาษีขอคืนอย่างไร อัปเดตล่าสุดก่อนใครปี 2569
การขอคืนภาษีไม่ใช่เรื่องยากหากเรามีการวางแผนและจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตลอดทั้งปี การใช้สิทธิลดหย่อนอย่างชาญฉลาดไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณได้รับเงินคืนภาษีกลับมามากขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินที่ดีอีกด้วย อย่างไรก็ตามหากคุณรู้สึกว่าการจัดการภาษีเป็นเรื่องซับซ้อน หรือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดภาษีให้สูงสุด บริการวางแผนการเงินส่วนบุคคลจาก Finnergy สามารถช่วยคุณได้ เราเชี่ยวชาญด้านการวางแผนจัดการและลดหย่อนภาษีที่จะช่วยออกแบบพอร์ตโฟลิโอของคุณให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของคุณถูกบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับขอคืนภาษี (FAQs)
รับเงินคืนภาษีได้ช่องทางไหนบ้าง
ช่องทางหลักคือการโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน หรือนำหนังสือ ค.21 ไปรับที่ธนาคารกรุงไทย/ธ.ก.ส. และกรณีพิเศษจะได้รับเป็นเช็คทางไปรษณีย์
ยื่นภาษีได้เงินคืนกี่วัน
โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความถูกต้องของเอกสารและช่วงเวลาที่ยื่น หากยื่นเร็วและเอกสารครบมักจะได้เงินคืนภายใน 1-2 สัปดาห์
เงินคืนภาษีมีวิธีการคิดอย่างไร
คิดจาก (ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว + ภาษีที่จ่ายล่วงหน้า) หักด้วย (ภาษีที่คำนวณได้จริงจากรายได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อน) หากผลลัพธ์เป็นบวกนั่นคือยอดเงินที่คุณจะได้คืน
อยากได้เงินคืนภาษีเร็ว ๆ ต้องทำอย่างไร
ควรยื่นแบบออนไลน์ตั้งแต่ต้นปี (มกราคม) ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้ดี อัปโหลดเอกสารประกอบให้ครบถ้วน และสมัครพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนไว้ล่วงหน้า
ตรวจสอบคืนเงินภาษี กี่วันได้
คุณสามารถเริ่มตรวจสอบสถานะได้ทันทีหลังจากยื่นแบบไปแล้ว 1-3 วันทำการ ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมสรรพากร เพื่อดูว่าระบบได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้วหรือไม่
ทำไมบางคนได้เงินคืนภาษีเร็ว บางคนได้ช้า เกิดจากอะไร
สาเหตุที่ช้ามักเกิดจากการกรอกข้อมูลผิด เอกสารไม่ครบทำให้ถูกเรียกขอเพิ่ม หรือยื่นแบบในช่วงที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น รวมถึงกรณีที่มีรายได้จากหลายแหล่งที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานขึ้น
สอบถามเงินคืนภาษีโทรเบอร์ไหน
สามารถโทรสอบถามได้ที่สายด่วนกรมสรรพากร RD Intelligence Center หมายเลข 1161 ในวันและเวลาราชการ
จะรู้ได้อย่างไรว่ากรมสรรพากรต้องการเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นภาษี
สามารถเช็กได้จากระบบตรวจสอบสถานะบนเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะระบุว่า “ขอเอกสารเพิ่มเติม” หรืออาจมี SMS แจ้งไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่คุณระบุไว้ขณะยื่นแบบ
ถ้าเปลี่ยนบัญชีธนาคารหลังยื่นภาษีแล้ว จะยังได้รับเงินคืนหรือไม่
หากคุณผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนไว้กับบัญชีใหม่ ระบบจะโอนเงินเข้าบัญชีล่าสุดที่ผูกไว้โดยอัตโนมัติ แต่หากไม่ใช้พร้อมเพย์ควรติดต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่เพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลง
กรณียื่นภาษีหลายแหล่งรายได้ เงินคืนภาษีจะล่าช้ากว่าปกติหรือไม่
มีโอกาสล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าหน้าต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลรายได้และภาษีที่ถูกหักจากหลายแหล่งให้ตรงกับฐานข้อมูลในระบบ เพื่อป้องกันการขอคืนภาษีซ้ำซ้อนหรือผิดพลาด
